ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน "ผ้าไหม" ไทยแลนด์ก็สวยงามคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเลอค่า
ใส่ออกงานไปไหนมาไหนใครๆ ก็มองเพราะมันสวยงามสะดุดตาเสียจริงๆ แต่...ในระยะหลังๆมานี้เด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนไปก็จะไม่ค่อยจะรู้จัก
และไม่นิยมสวมใส่ผ้าไหมสักเท่าไร โดยเฉพาะคนที่เกิดในเมือง แต่ถึงอย่างไรก็มีกระแสคนหันมาแต่งชุดไทยอยู่ช่วงหนึ่งทำให้ผ้าไหมไทยกลับมาบูมอีกครั้ง
รู้หรือไม่ว่ากว่าจะได้ผ้าไหมแต่ละผืนมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย กว่าจะหาวัตถุดิบมาทอ คิดลาย กระบวนการต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกว่าจะถึงมือผู้บริโภคได้มาสวมใส่สวยงาม ก็ยุ่งยากพอสมควร อย่างไรก็ตามหลังจากตลาดผ้าไหมกลับมาบูมก็มีผู้ประกอบการหันมารับผ้าไหมจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศมาขายในเมืองมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็มีคนจำนวนที่ไม่มากเท่าไรนักที่จะสำนึกรักบ้านเกิด และชื่นชอบผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์บ้านตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ จนกลายมาเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่เธอทำแล้วมีความสุข ชุมชนมีความสุข มีรายได้แบบยั่งยืน
ที่กล่าวมานี้เธอคือ....หญิงแกร่งแห่งเมืองดอกบัว อุบลราชธานี “วิยะดา อุนนะนันทน์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ไหมจันทร์หอม” ซึ่งเธอได้อุทิศทั้งแรงกายแรงใจ เพื่อปลุกปั้นแบรนด์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคมเป็นหลัก ที่สำคัญสิ่งที่เธอทำมันคือความสุข หลังจากที่ได้โบกมือลางานประจำจากการเป็นสาวแบงก์ และหันมาเอาดีทางด้านผ้าไหมซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวมานาน ถึงขั้นมีการเก็บสะสมไว้พอสมควร
โดยความชอบส่วนตัวได้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณย่า ที่ปลูกฝังให้เธอรู้จักกับผ้าไหมมาตั้งแต่เด็กๆ
พอมาถึงรุ่นคุณแม่ และช่วงที่ต้องมาทำงาน ก็ไม่มีใครสืบทอด จนมาถึงเวลาที่เธอต้องลุกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อสืบสานของดีเมืองงอุบลให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนที่มีใจรัก
และชื่นชอบผ้าไหมเป็นชีวิตจิตใจ โดยได้ดึงเอาชุมชนกว่า 70
ครัวเรือนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตผ้าไหมจำหน่าย ซึ่งจุดเด่น คือ ลาย การออกแบบ
กระบวนการผลิตตั้งแต่ตั้งน้ำยันปลายน้ำจะมีความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี
งานเน้นคุณภาพจะผลิตลายละ 1
ผืนเท่านั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของอุบลผ้าลายโบราณ
เรียกได้ว่าใส่ได้แบบสบายใจไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนแน่นอน
ทั้งนี้ลวดลายต่างๆ จะเป็นคล้ายกับผ้าที่สตรีชั้นสูง เจ้าเมืองอุบล สวมใส่ในสมัยก่อนใส่
ร.5 ราคาเริ่มที่ 2,000กว่าบาทไปถึงหลักแสนบาทขึ้นอยู่กับความยากง่าย
สำหรับรูปแบบทำธุรกิจจะเน้นการทำธุรกิจเพื่อชุมชน เพื่อศิลปวัฒนธรรม
ปีหนึ่งไม่ได้เน้นว่าต้องได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ ทำด้วยความสุข สิ่งที่รัก
ตอบแทนชุมชนบ้านเกิดให้คนในชุมชนมีงาน มีเงิน
จากเดิมที่มีรายได้น้อยก็ให้เพิ่มรายได้มากขึ้น อยู่แบบยั่งยืน
โดยตนจะเป็นแม่ทัพในการทำการตลาด และใส่ไอเดีย คิดแบบ ลวดลายต่างๆ ตลอดจนถึงการนำความรู้
และนวัตกรรมใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ชาวบ้านได้นำมาปฏิบัติกัน
เน้นย้ำให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอีก ไม่ได้ทำแค่สวยงาม
แล้วถ้าไม่ตอบโจทย์ลูกค้ามันก็จะขายไม่ได้เหมือนกัน
ปัจจุบันช่องทางการจำหน่ายจะมี 2 ที่ คือ “ร้านคุ้มจันทร์หอม” เรือนไทยอีสานประยุกต์อยู่ที่ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีรวงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และร้านไหมจันทร์หอม ในตัวเมือง นอกจากนี้ยังมีช่องทางออนไลน์ที่เจาะลูกค้าทั่วประเทศ ตลาดกลาง –บน ส่วนลูกค้าหลักๆ จะเป็นกลุ่มผู้หญิงวัย 30 ปีขึ้นไปที่ชื่นชอบผ้าไหม ใส่ไปทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆ และกลุ่มคนที่ชื่นชอบสละสมก็เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก โดยเฉพาะตลาดกลุ่มคนเมือง หรือกลุ่มภรรยาที่ได้สามีเป็นชาวต่างชาติ นักธุรกิจไทยที่ไปทำธุรกิจต่างชาติกลุ่มนี้ก็น่าจับตามอง
แม้ว่าสถานการณ์โควิด -19 จะทำให้ตลาดผ้าไหมเงียบเหงาไปบ้าง ซึ่งไหมจันทร์หอมก็พยายามปรับตัวโดยการผลิตสินค้าที่ราคาไม่สูงมากออกมาเพื่อให้คนที่กำลังซื้อไม่มากสามารถจับต้องได้ ในส่วนของคุ้มจันทร์หอมก็จะพยายามนำเสนอสินค้าท้องถิ่นอุบลให้มีความหลากหลายมาวางจำหน่าย และได้เปิดให้เยี่ยมชมศูนย์ถ่ายทอดการเรียนรู้วิถีการทอผ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นและให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการ หัตถกรรมพื้นบ้านการทอผ้าไหมเริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม การย้อมไหม การทอ และกระบวนการอื่นๆ ทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ผืนผ้าที่งดงามและได้คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักของทางคุ้มที่ช่วยส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เสริมสร้างประสบการณ์ในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และพัฒนางาน ทรัพยากรของชุมชนให้มีคุณค่า สร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชน และผู้สนใจศึกษา ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการสร้างงานสร้างอาชีพได้อย่างยั่งยืน นำมาซึ่งความเจริญงอกงามทางด้านการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นอันมีคุณค่าให้อยู่คู่เมืองอุบลราชธานีสืบไป เป็นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังลาวใต้ สปป.ลาว ได้อีกด้วย
และในอนาคตจะนำกาบบัวมาต่อยอดทอเป็นผ้ากาบบัวของดีเมืองอุบลอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ยังจะเข้าไปสอนอาชีพในเรือนจำ ในการนำเศษผ้ามาทำเป็น กระเป๋าใบเล็กๆ
พวงกุญแจ สร้างรายได้ให้คนกลุ่มนี้ได้ออกมามีชีวิตที่ดี ซึ่งทั้งหมดคือเรื่องราวของหญิงแกร่งแห่งเมืองดอกบัวที่ปั้นแบรนด์ไหมจันทร์หอม
ผ้าไหมเอกลักษณ์ท้องถิ่นเมืองอุบลที่ทำธุรกิจเพื่อชุมชน ให้ตัวเธอเองมีความสุข
และชุมชนมีความสุข พร้อมสืบสานความเป็นไทยต่อไป



















ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น