ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พัฒนาการเลี้ยงหอยแครงในบ่อดินระบบปิด ด้วยอาหาร “แพลงก์ตอนพืช” จากการเพาะเลี้ยงใช้เองช่วยลดต้นทุน

 

แพลงก์ตอนพืช หรือสาหร่ายเซลล์เดียวที่นำมาทำการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายปริมาณ


ปัญหาคุณภาพน้ำเสียที่เกิดจากการปนเปื้อนบนแผ่นดินแล้วไหลลงสู่ทะเล คืออุปสรรคสำคัญซึ่งทำให้หลายปีมานี้ชาวประมงพื้นบ้านที่มีอาชีพหลักในการเลี้ยง “หอยแครง” ที่แต่เดิมทีเคยใช้พื้นที่ชายฝั่งทะเลเป็นแหล่งสำหรับการทำกินที่สำคัญ ต้องมีการปรับตัว/เคลื่อนย้ายหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อจะดำรงอาชีพต่อไป จากการตายของหอยแครงที่ไม่สามารถจะยุติปัญหาได้ ทำให้ในที่สุดเกิดการเคลื่อนย้ายแหล่งผลิตมาสู่ “บ่อดิน” เพื่อหวังจะลดปัญหาดังกล่าวให้เบาบางลงมาได้บ้าง แต่ทว่าด้วยต้องอาศัยน้ำทะเลและแหล่งอาหารตามธรรมชาติของหอยแครงที่มากับน้ำในแต่ละครั้งที่มีการผันเข้าสู่บ่อเลี้ยง ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ยากอยู่ดีเพราะมีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำเสียตามมาด้วยอีก จนทำให้ต้องหาวิธีการรับมือใหม่เพื่อเข้ามาช่วยลดอัตราการสูญเสีย

ดร.ไพฑูรย์ มกกงไผ่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบูรพา


โครงการพัฒนาบ่อดินให้เป็นบ่อเลี้ยงหอยแครงในระบบปิด

ดร.ไพฑูรย์ มกกงไผ่ จากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา เล่าว่า ตำบลคลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลเป็นแหล่งเลี้ยงหอยแครงขนาดใหญ่มีพื้นที่หลายพันไร่ที่มีการเลี้ยงสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสภาพดินตะกอนมีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของหอยแครง แต่ด้วยปัญหาของสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและเกิดมลพิษที่ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำมีผลกระทบต่อหอยแครง นับเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญเกษตรกรไม่สามารถควบคุมหรือป้องกันได้ ต่อมามีเกษตรกรหลายรายพยายามนำหอยแครงที่เลี้ยงในทะเลมาลงเลี้ยงในบ่อดิน โดยเลี้ยงรวมกับกุ้งมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำเสีย ทว่าก็มีบางรายที่ประสบความสำเร็จเลี้ยงหอยแครงในบ่อดินจนขายได้แต่ใช้เวลาหรือหอยไม่โตหอยไม่อ้วน และบางรายก็ล้มเหลวไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลยเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ด้านการเลี้ยงหอยแครงในพื้นที่จำกัดคือในบ่อดิน จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการเข้ามาร่วมกับเกษตรกรกลุ่มเพาะเลี้ยงหอยแครงเพื่อนำหอยแครงมาลงเลี้ยงในบ่อดินเป็นระบบปิดแบบพัฒนาด้วยการผลิตแพลงก์ตอนพืช (สาหร่ายเซลล์เดียว) ให้มีปริมาณที่มากกว่าที่มีอยู่ในธรรมชาติ เพื่อเพียงพอต่อการเป็นแหล่งอาหารกับหอยแครงในบ่อดิน มีระบบการเติมออกซิเจนในน้ำด้วยกังหันลมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานสะอาด ที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษในสิ่งแวดล้อม 

การคราดหอยเพื่อทำการเช็กไซส์หอยแครงที่เลี้ยงอยู่ในบ่อดิน

การเติมออกซิเจนในน้ำด้วยกังหันลมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการเลี้ยงหอยแครงในบ่อดินระบบปิด


เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง “สาหร่ายเซลล์เดียว” เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารของหอยแครงที่เลี้ยงในบ่อดินระบบปิด
การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กและขยายเพิ่มปริมาณมากของคลอเรลลา (Chlorella sp.) เตรตร้าเชลมิส (Tetraselmis sp.) ไอโซไครซิส กอลบานา (Isochysis galbana) และคีโตเซอรอส (Chaetoceros sp.) โดยเริ่มจากการแยกเชื้อให้บริสุทธิ์ ส่วนกรณีของเกษตรกรการเพาะเลี้ยงจะใช้ “หัวเชื้อ” ที่พร้อมนำมาขยายเพื่อเพิ่มปริมาณให้เพียงพอต่อการใช้งาน (เป็นอาหาร) เลี้ยงหอยแครง มีขั้นตอนการเพาะเลี้ยง/เพิ่มปริมาณ ดังนี้

-            ขั้นตอนการเพาะขยายสาหร่ายเซลล์เดียวคลอเรลลา/เตรตร้าเชลมิส/ไอโซไครซิส ในถังปริมาณ 5 ลิตร

1.        เตรียมน้ำทะเลกรองสะอาดลงในถัง ปริมาตร 4-4.5 ลิตร

2.        เติมปุ๋ยสูตรกิลลาร์ดปริมาตร 5 : 5 มิลลิลิตร ด้วยกระบอกฉีดยา

3.        ใส่หัวเชื้อสาหร่ายปริมาตร 0.5-1 ลิตร

4.        ใส่หัวทรายเล็กเพื่อให้อากาศ

5.        ให้แสงสว่าง/มืด จำนวน 12/12 ชั่วโมง เป็นเวลา 3-5 วัน

6.        จากนั้นนำไปเป็นอาหาร หรือขยายใส่ถัง 500 ลิตร

-            ขั้นตอนการเพาะขยายสาหร่ายเซลล์เดียวในถังกลางแจ้งความจุ 500 ลิตร และ 1,000 ลิตร

1.        เพาะขยายในถังไฟเบอร์ทรงกลม ขนาด 500-1,000 ลิตร (1 ตัน)

2.        เตรียมน้ำทะเลตามความเค็มที่ต้องการ (15-32 ส่วนใน 1,000 ส่วน) ให้อากาศด้วยหัวทรายและใส่ปุ๋ยซาโตะ (โดยละลายกับน้ำในถังก่อนเท) ได้แก่ โปแตสเซียมไนเตรท (KNO3) น้ำหนัก 100 กรัม โซเดียมฟอสเฟต (Na2HPO4) น้ำหนัก 10 กรัม เฟอริคคลอไรด์ (FeCL3) น้ำหนัก 2.5 กรัม นอกจากนี้ ถ้าเพาะขยายสาหร่ายเซลล์เดียวสีน้ำตาล (หรือที่เรียกว่าไดอะตอม) จะต้องใส่ปุ๋ยโซเดียมเมตาซิลิเกต น้ำหนัก 5.0 กรัมต่อปริมาตรน้ำที่ใช้เพาะขยายสาหร่าย 1 ตัน ถ้ากรณีที่เพาะขยายในถังที่มีปริมาตรน้อยกว่า 1 ตันให้ลดการใส่ปุ๋ยลงตามอัตราส่วน

3.        ใส่หัวเชื้อสาหร่ายลงไปตามอัตราส่วนเท่ากับ 15-20 ลิตร/น้ำทะเล 500 ลิตร (ถังควรมีฝาปิด) จากนั้น 3-5 วัน จะได้เซลล์ประมาณ 2x107 เซลล์/มิลลิลิตร สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำได้

แผนผังการจัดการเลี้ยงหอยแครงในบ่อดินระบบปิด

แพลงก์ตอนพืชที่ทำการเพาะเลี้ยงสำหรับใช้เป็นอาหารของหอยแครง

"วรเดชฟาร์ม” ตอบรับองค์ความรู้จากงานวิจัยที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้

เฮียอ้วน-คุณวรเดช เขียวเจริญ เจ้าของ “วรเดชฟาร์ม” ตั้งอยู่เลขที่ 97 หมู่ 1 ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม บอกว่า ที่ผ่านมาตนเองและเพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยแครงในละแวก พยายามปรับตัวในการทำอาชีพเลี้ยงหอยแครงเพื่อให้อยู่รอด ตั้งแต่การย้ายมาจากเลี้ยงในทะเล (รุ่นพ่อ) เพื่อมาอยู่ในบ่อดินแทน หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่น้ำมีคุณภาพไม่เหมาะสม/น้ำเสีย เปลี่ยนมาจัดการอยู่ในระบบบ่อดินหากช่วงน้ำไม่ดีก็ปิดกั้นบ่อไม่ให้น้ำเข้ามาเสีย แต่ว่าก็มีข้อเสียที่เกิดขึ้นตามมาคือ อาหารในธรรมชาติที่มีไม่ค่อยเพียงพอสำหรับหอยแครงในวัยกำลังเจริญเติบโต เพราะว่าส่วนใหญ่อาหารตามธรรมชาติจะมาพร้อมกับน้ำใหม่ที่ผันเข้ามาสู่บ่อเลี้ยง ดังนั้นพอช่วงที่มีการปิดบ่อเพื่อหนีปัญหาน้ำเน่าเสียก็ทำให้หอยแครงที่เลี้ยงอยู่ไม่มีอาหารกินอย่างเพียงพอตามไปด้วย ซึ่งเมื่อทีมวิจัยได้เข้ามาชวนให้ทำบ่อเลี้ยงแบบระบบปิดลองดู จากปกติการเลี้ยงหอยแครงจะมีน้ำ (น้ำทะเล) ที่ระดับความลึกไม่เกิน 80 ซม./บ่อ 6 ไร่ ก็มีการติดตั้งเครื่องเติมออกซิเจนเพิ่มเข้ามาในบ่อด้วย และมีการเลี้ยงแพลงก์ตอนพืชเพื่อใช้เป็นอาหารของหอยแครงที่เน้นในช่วงการปิดบ่อจากน้ำเสีย การปล่อยแพลงก์ตอนในอัตรา 45,000 ลิตร/บ่อ 6 ไร่/ครั้ง เว้นระยะ 3 วัน/ครั้ง (กรณีเร่งโต) หรือให้เจริญเติบโตตามปกติจะปล่อย 9 วัน/ครั้ง ทั้งนี้ ควรมีการสลับให้ได้อาหารตามธรรมชาติช่วยด้วยจะดีกว่า พบว่าจากการเลี้ยงด้วยแพลงก์ตอนพืชเพื่อเสริมในช่วงการปิดบ่อทำให้หอยแครงยังคงมีการเจริญเติบโตต่อเนื่องอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง

เฮียอ้วน-คุณวรเดช เขียวเจริญ เจ้าของวรเดชฟาร์ม ผู้เพาะเลี้ยงหอยแครงในบ่อดินมีพื้นที่ผลิตกว่า 100 ไร่ในเขต ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

สำหรับการเลี้ยงหอยแครงของ “วรเดชฟาร์ม” เฮียอ้วนบอกว่า จะเริ่มจากการการปล่อยพันธุ์ (หรือเรียกว่าหอยนาง) ขนาด 300 ตัว/กก. ลงเลี้ยงในบ่อดินอัตราปล่อย 300 กก./ไร่ จะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 6 เดือน ซึ่งถ้าหากช่วงดีๆ เลยจะได้ผลผลิตราว 900 กก./ไร่/รอบการผลิต หรือถ้าคิดเผื่อเหลือเผื่อขาดหน่อยก็คือได้อยู่ที่ 70% ขึ้นไปคนเลี้ยงก็พอใจมากแล้ว เพราะการเลี้ยงหอยแครงจะมีปัจจัยที่ส่งผลต่อกำไรมากน้อยที่ได้อยู่หลายอย่างด้วยกัน เรื่องของความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ และสำหรับต้นทุนที่หลักๆ เลยคือพันธุ์หอยที่ต้องใช้ ถ้าหากการเลี้ยงสามารถลดการสูญเสียจากการตายหรือเลี้ยงไม่โตได้ ครบกำหนดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขึ้นมาขาย ปัจจุบันราคาจากฟาร์มที่ได้ราว 100-125 บาท/กก. (ช่วงโควิด) การที่มีงานวิจัยเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการเลี้ยงของเกษตรกรให้มีเปอร์เซ็นต์ของผลผลิตที่ดีขึ้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เพิ่มเข้ามาและในอนาคตหากมีการพัฒนาในเรื่องของอาหารเลี้ยงเพื่อช่วยในการสร้างเปลือกของหอยแครงในระยะที่กำลังเจริญเติบโตร่วมด้วยเพื่อไม่ให้หยุดชะงัก เชื่อว่าจะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จในการทำอาชีพได้อย่างยั่งยืนเพิ่มขึ้นด้วยต่อไป


การอบมรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาบ่อดินให้เป็นบ่อเลี้ยงหอยแครงในระบบปิดแบบพัฒนาด้วยการผลิตแพลงก์ตอนพืช (สาหร่ายเซลล์เดียว) เพื่อเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญชดเชยอาหารจากธรรมชาติ

เกษตรกรประมงชายฝั่งพื้นที่อื่นๆ ที่สนใจระบบการเลี้ยงหอยแครง “บ่อดินในระบบปิด” สามารถขอรับคำแนะนำส่งเสริมได้ที่ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา โทร. 064-569-9415















ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยืนหนึ่งผู้นำตลาดเคมีเกษตรไทย 'เอส พี เค จี' เดินหน้าสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน–เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย สู่เกษตรยั่งยืน

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว นายจารึก ศรีพุทธชาติ  นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ภายในงาน ไ...

เอสพีเคจี ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน-สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม

เกษตรกรยิ้มรับปีใหม่ SPKG ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน–สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม เดินหน้าโครงการบริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่ช่วยผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด ( SPKG) ผู้พัฒนานวัตกรรมการเกษตรครบวงจร เดินหน้าต้อนรับปีใหม่ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเกษตรกว่า 30 รายการ ภายใต้เป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยและสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พร้อมประกาศต่อยอดความมุ่งมั่นด้านสังคม ผ่านโครงการ “บริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อผู้ป่วยติดเตียง” แบรนด์ สบายเพิส ส่งมอบความช่วยเหลือให้ครอบครัวเกษตรกรที่มีผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมุ่งส่งเสริมเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 30 รายการ ด้วยการคัดสรรนวัตกรรมที่ทันสมัยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลี ในกลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ดูแลพืชครบวงจร  “ ตลอดหลา...

วช. จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) จัดงานแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดย ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร วช. และคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมงานแถลงข่าว การลงนามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ดั้งเดิม ตลอดจนการได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการระดับนโยบายซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของประเทศในภาพรวม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตก...