ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สกสว. จับมือภาคี ร่วมขับเคลื่อนระบบ ววน. สนับสนุนการเกษตรไทย

 


สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  จัดการประชุมเสวนา “เส้นทางสู่ตำแหน่งใหม่ของระบบเกษตรไทย”  เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูสำคัญจากการ โครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อการปฏิรูป และปรับโครงสร้างภาคการเกษตรไทย (RETA) ต่อผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์สำหรับการพัฒนาโครงการวิจัยต่อไป โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการนำเสนอผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นคือ เรื่องบทบาทของระบบ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.) ในภาพใหญ่เพื่อการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรไทย


โอกาสนี้ รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ หนึ่งในนักวิจัยชุดโครงการดังกล่าว ได้ให้แนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลว่า ควรมีการ  1.สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรแต่ละกลุ่ม  โดยในที่นี้แบ่งกลุ่มเกษตรเป็น 3 กลุ่มคือ            1) เกษตรกรกลุ่มหัวก้าวหน้า ซึ่งพร้อมรับเทคโนโลยีได้ ควรต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับเกษตรยุคใหม่ เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) หรือ “อินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง” เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ ทั้งในเรื่องของเครื่องจักรกลเกษตร เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ การพัฒนาโรงเรือนอัจฉริยะ ไปจนถึงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ เป็นต้น 2) เกษตรกรกลุ่มที่ยังรีรอและไม่กล้าลงทุน ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีความรู้ปานกลาง และพร้อมรับเทคโนโลยีบางอย่างได้ อย่างมีข้อจำกัด เกษตรกรกลุ่มนี้มักพึ่งพิงตลาดภายในประเทศ หรือขายส่งเพื่อตลาดส่งออก โดยผ่านพ่อค้าคนกลางรับซื้อทั่วไป ซึ่งเป้าหมายของการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้คือการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตเป็นหลัก รวมทั้งการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย เทคโนโลยีที่ต้องการสำหรับเกษตรกรกลุ่มนี้คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กถึงปานกลาง ที่ต้นทุนไม่สูงเกินไป และไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโน โลยีขั้นสูง โดยหน่วยงานที่จะสามารถสร้างหรือพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเกษตรกรกลุ่มนี้คือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหลัก 3) เกษตรกรระดับฐานราก เป็นเกษตรกรที่ยังต้องพึ่งพิงมาตรการของภาครัฐและเป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ เกษตรกรกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีใดๆ และมักใช้กระบวนการตามอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จ ผลผลิตจากเกษตรกรกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มพืชไร่ที่มีปัญหาเรื่องราคา เช่นข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา เป็นต้น ดังนั้นเทคโนโลยีที่จะถ่ายทอดไปถึงเกษตรกรกลุ่มนี้ จะต้องเป็นเทคโนโลยีอย่างง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาไม่แพง ดังนั้นหน่วยงานที่จะเป็นผู้พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก


2. สนับสนุนการวิจัยเชิงพื้นที่ตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกรเฉพาะที่ โดยใช้กลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก

3. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนารูปแบบการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่เข้มแข็ง

4. ควรสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก เพื่อทดแทนการนำเข้า และลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องจักรกลที่เหมาะสำหรับกลุ่มเกษตรกรระดับกลาง ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในเชิงของ การสร้างนวัตกรรม และสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในเชิงนโยบายและกลไกการขับเคลื่อน


สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)  คือ ควรกำหนดสัดส่วนการสนับสนุนทุนวิจัยด้านการวิจัยประยุกต์ และการวิจัยเชิงทดลองให้มากขึ้น และลดการสนับสนุนการวิจัยพื้นฐานลง โดยการ 1) สนับสนุนภาคเอกชนลงทุนหรือร่วมลงทุนวิจัย 2) การเตรียมเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อพร้อมรับการผลิตแบบทันสมัย 3) กำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรสำหรับยุคใหม่ที่ชัดเจน 4) การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคการพัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยในประเทศเช่น แนวทางการจัดทำผลงานเพื่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของนักวิจัย 5) การวิจัยเพื่อสร้างข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) ทางการเกษตร เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และ 6)  ลงทุนการวิจัยให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 2 ของ ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาโดยรวม (GERD) หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) โดยผ่านกลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.)


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

NIA กระทรวง อว. จับมือ 18 ภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดการแข่งขันสุดยอดธุรกิจนวัตกรรม ภายใต้แพลตฟอร์มใหม่ “นิลมังกร” เดินหน้าปั้นเอสเอ็มอี/ สตาร์ทอัพหน้าใหม่จากภูมิภาค สู่ธุรกิจระดับประเทศ

  สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศูนย์แบรนด์เคยู ( BrandKU) คณะบริหารธุรกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จำนวน 14 มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งของเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในระดับประเทศ เปิดตัว “โครงการประกวดสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทยระดับภูมิภาค ( Thailand InnoBIZ Champion)” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมจากแพลตฟอร์มใหม่ “นิลมังกร” โดยการปั้นเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพหน้าใหม่ใส่ใจนวัตกรรมจากภูมิภาคสู่ธุรกิจระดับประเทศ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจของ อว. คือ การมุ่งเน้นขับเคลื่อนประเทศให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคน และการนำเอาองค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์ ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตก...

วช. จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) จัดงานแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดย ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร วช. และคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมงานแถลงข่าว การลงนามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ดั้งเดิม ตลอดจนการได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการระดับนโยบายซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของประเทศในภาพรวม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตก...
เสริมแกร่ง ! “สหกรณ์ไทย” กรมส่งเสริมสหกรณ์ วาง 4 แนวทาง สร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการสหกรณ์  เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2563 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ จัดพิธีน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย โดยในส่วนกลาง สันนิบาติสหกรณ์แห่งประเทศไทย และขบวนการสหกรณ์ไทยและเครือข่าย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดพิธีวางพานพุ่ม เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ณ บริเวณลานพระรูปพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย สันนิบาติสหกรณ์แห่งประเทศไทย โดยมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในปี 2563  เพื่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการสหกรณ์ ว่า กรม ฯ ได้วางแนวทางการกำกับดูแลสหกรณ์ไว้ 4 เรื่อง หลัก ๆ คือ 1) การบริหารจัดการภายในของสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาเหตุที่ทำให้สหกรณ์เกิดความบกพร่องและมีปัญหา กรมฯ จะเข้าไปส่งเสริมให้เกิดระบบบริหารจัดการ ระบบควบคุม...