ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สวนยางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม...จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่สดใส


ปัจจุบันกระแสการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เข้ามามีบทบาทความสำคัญในการซื้อขายสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา ได้บัญญัติกฎหมายที่เข้มงวดเพิ่มเติมหลายฉบับเกี่ยวกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่าย เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นานจะมีอีกหลายประเทศนำกฎระเบียบดังกล่าวมาบังคับใช้เช่นกัน


ยางพารา” พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าวด้วย

ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่อันดับ 1 ของโลก แต่ละปีส่งออกมากกว่า 4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มาจากยางพารา ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ถุงมือยาง เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา และอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่ามหาศาล ดังนั้นประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการจัดการตั้งแต่กระบวนการปลูกสร้าง การจัดการสวนยาง และการแปรรูปยางตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อจะสามารถส่งไปขายในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้

 


หากไม่เร่งดำเนินการ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราก็จะขายไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  เปิดเผยว่า อียู และสหรัฐอเมริกา ได้นำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน มาเป็นเงื่อนไขนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยได้บัญญัติเป็นกฎหมายว่า จะต้องมาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ ไม่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าหลังจากปี 2562 (ค.ศ. 2019) รวมทั้งมีการจัดการสวนยางพาราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน โดยจะต้องแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้


ดังนั้นเพื่อให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยสามารถส่งไปขายในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้ กยท. เร่งขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม 2 เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน

เรื่องแรก คือ การพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราของไทย ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปีกยท.จะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางปรับปรุงพัฒนาสวนยางพาราให้ผ่านมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก.1406 โดยในระยะแรกตั้งเป้าไว้ภายในปี 2571 สวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. อย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 10 ล้านไร่ จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก.14061” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 นั้น จะครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่าง ๆ เช่น การลักลอบตัดต้นไม้ การเผาป่า การใช้ที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และอำนวยประโยชน์แก่ชุมชนในพื้นที่อีกด้วย ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนสากล ไม่ว่าจะเป็น   Forest Stewardship Council (FSC) หรือ Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC)

ดังนั้น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มาจากสวนยางที่ผ่านมาตรฐานดังกล่าว จะสามารถส่งไปขายใน อียู และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศที่ทำเงื่อนไขการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นกฎระเบียบในการนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราได้อย่างแน่นอน และยังเป็นโอกาสทองเกษตรกรของที่จะสามารถขายยางได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป เบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท ที่สำคัญจะมีตลาดรับซื้อแน่นอน เพราะขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลายรายได้ติดต่อเจรจากับ กยท. และลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการจัดหายางที่ผ่านมาตรฐานสากลให้กับบริษัทผู้แปรรูปยางรายใหญ่แล้ว

นอกจากนี้การปรับปรุงพัฒนาการจัดการสวนยางให้ได้มาตรฐานสากล ยังจะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะลดลงในระยะยาวอีกด้วย


ส่วนเรื่องที่ 2 ที่ กยท. จะเร่งดำเนินการคือ "มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต" หรือ "มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดผลผลิตยางและผลิตภัณฑ์จากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว

ขณะนี้ กยท. มีความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยจะนำเอา GIS (Geographic Information System)  หรือระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นระบบการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยจะแสดงในรูปของภาพแผนที่ มาใช้ในการแสดงแหล่งที่มาของผลผลิตว่า ยางพารามาจากแหล่งกำเนิดใด ควบคู่ไปกับระบบแอปพลิเคชัน RUBBERWAY ที่ใช้ในการตรวจสอบการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

มาตรการดังกล่าว จะไม่ใช่บังคับแค่ อียูและสหรัฐอมริกาเท่านั้น ในอนาคตประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรับซื้อยางรายใหญ่ของไทยก็จะต้องนำมาใช้บังคับในการซื้อยางด้วยอย่างแน่นอน เพราะจีนจะต้องส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ ไปยังตลาดอียู และสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน 

มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมทั้งการพัฒนาการจัดการสวนยางพาราของไทยให้ได้มาตรฐานสากล จะช่วยสร้างผลดี และประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อผู้ซื้อ ที่ทำให้รู้แหล่งกำเนิดว่า ยางพารามาจากสวนที่มีกระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น ในขณะที่ผู้ขาย ก็จะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน มีศักยภาพเหนือคู่แข่ง เพราะประเทศคู่แข่งในการส่งออกยางพาราของไทย เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา ยังไม่ดำเนินการใด ๆ ในเรื่องดังกล่าว และยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอีกด้วย ในขณะที่ประเทศไทยมี กยท. รับผิดชอบโดยตรง และมีความพร้อมในการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสทองของยางพาราไทยในการขยายตลาด และยกระดับขึ้นสู่ตลาดยางพรีเมียม ประเทศผู้นำเข้ายางจะต้องแห่มาซื้อยางจากประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ราคายางของไทยในอนาคตมีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน”  นายณกรณ์กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ มาตรการส่งเสริมพัฒนาการจัดการสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานสากล และมาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตดังกล่าว  ยังไปสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการ “Zero Carbon” ในภาคการเกษตรอีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ก๊าซเรือนกระจก มีความสำคัญต่อการรักษาระดับอุณหภูมิโลก หากมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปจะก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหว ซึ่งก๊าซที่จะให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่รู้จักกันดีคือ คาร์บอน หรือคาร์บอนใคออกไซด์ (C02) ดังนั้นการลคคาร์บอน จึงมีส่วนสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก


 ทั้งนี้จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า สวนยางที่มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากจะเป็นสวนยางที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon )แล้ว ยังจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้อีกด้วย ซึ่งการกักเก็บคาร์บอนของสวนยางดังกล่าว สามารถสร้างเป็น Carbon Credit นำมาซื้อ-ขาย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง

Carbon Credit จะมีบทบาทสำคัญในการส่งออกสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะส่งออกไปตลาด อียู ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ อียูใด้เคาะมาตรการจัดเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดนสำหรับสิบค้านำเข้า (CBAM ) เพื่อเก็บภาษีเพิ่มสำหรับสินคำนำเข้าที่ ไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต โดยการอนุญาตให้นำ Carbon Credit ที่ซื้อมาหักล้างกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกไป เพื่อทำให้โดยรวมแล้วระดับการปล่อยก็ซเรือนกระจกไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้

ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางก็จะสามารถขาย Carbon Credit ได้ เพราะสวนยางพารานั้นมีความคล้ายคลึงป่าไม้ที่เป็นแหล่งดูดชับคาร์บอนตามธรรมชาติด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่จะต้องเป็นสวนยางที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์เท่านั้น     

กยท. มืนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พัฒนาต่อ ยอดให้เป็นสวนยาง Zero Carbon ด้วยจึงไม่ยากเกินไป ที่สำคัญยังจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมแล้วและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งยังจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย Carbon Credit ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน อันจะไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

หากเกษตรกรสามารถพัฒนาการจัดการสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานสากลแล้ว ไม่ว่าประเทศผู้นำเข้ายางจะนำมาตรการใด ๆ มาบังคับ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเลย ในทางตรงข้ามกลับจะเป็นมาตรกรที่ส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถขายยางได้ในราคาที่สูงขึ้น ยกระดับตลาดยางพาราของไทยเหนือคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน...








ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยืนหนึ่งผู้นำตลาดเคมีเกษตรไทย 'เอส พี เค จี' เดินหน้าสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน–เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย สู่เกษตรยั่งยืน

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว นายจารึก ศรีพุทธชาติ  นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ภายในงาน ไ...

เอสพีเคจี ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน-สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม

เกษตรกรยิ้มรับปีใหม่ SPKG ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน–สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม เดินหน้าโครงการบริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่ช่วยผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด ( SPKG) ผู้พัฒนานวัตกรรมการเกษตรครบวงจร เดินหน้าต้อนรับปีใหม่ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเกษตรกว่า 30 รายการ ภายใต้เป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยและสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พร้อมประกาศต่อยอดความมุ่งมั่นด้านสังคม ผ่านโครงการ “บริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อผู้ป่วยติดเตียง” แบรนด์ สบายเพิส ส่งมอบความช่วยเหลือให้ครอบครัวเกษตรกรที่มีผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมุ่งส่งเสริมเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 30 รายการ ด้วยการคัดสรรนวัตกรรมที่ทันสมัยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลี ในกลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ดูแลพืชครบวงจร  “ ตลอดหลา...

ต่อยอดความสำเร็จ “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก ปี 2” เปิดตัวทีมนักแข่งปลูกข้าวรักษ์โลก มุ่งขยายเครือข่าย Smart Farmer

สยามคูโบต้า และ กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศผู้เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้ายเข้าสู่เวทีการแข่งขันชิงสุดยอดเกษตรกรนักปลูกข้าวโครงการ “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก ปี 2” ส่งเสริมการทำเกษตรแม่นยำด้วยนวัตกรรมปฏิทินเพาะปลูก “ KAS Crop Calendar On LINE”  ต่อยอดความสำเร็จจากปีแรก สู่การขยายผลในรูปแบบทีมพร้อมสร้างเครือข่าย Smart Farmer ทั่วประเทศ เตรียมลุ้นไปกับการขับเคี่ยวของทีมเกษตรกรผู้เข้ารอบทั้ง 4 ภาค ที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพาะปลูกข้าวเชื่อมโยงกับพื้นที่แปลงนาของตัวเอง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมแปลงจนถึงเก็บเกี่ยวตลอดฤดูกาลทำนา พร้อมกับวิธีการทำนาแบบรักษ์โลกและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย มาร่วมเฟ้นหาทีมผู้ชนะที่จะมาคว้าชัยในศึกแห่งผืนนา ที่สามารถใช้เทคนิคการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 1,000,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปลายปีนี้ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงบทวิเคราะห์ กับดักระบบเกษตรไทยและคนรุ่นใหม่ว่า “ Young Farmer :New Engine to More Power ค...