ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ตั้งเป้าปี 2024 คว้ายอดขาย 60,000 ล้านบาท “สยามคูโบต้า” ชูแผนรักษาผู้นำตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย ปักธงสู้ทุกความท้าทาย เตรียมจุดแคมเปญใหญ่ “เป็นมากกว่าเกษตรกร”


สยามคูโบต้า เผยผลประกอบการปี 2566 ปิดยอดขายที่ 58,000 ล้านบาท มุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคการเกษตร ขยายรูปแบบการใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตรไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่มากขึ้น พัฒนาธุรกิจและโซลูชันใหม่ ไม่หวั่นการแข่งขันเดือด มั่นใจคงความเป็นผู้นำตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในอาเซียน ด้วยกลยุทธ์ RACE เตรียมเปิดแคมเปญใหญ่แห่งปี มุ่งเปลี่ยนภาพจำที่มีต่ออาชีพเกษตรกรให้เชื่อในการ “เป็นมากกว่าเกษตรกร” 


นายจูนจิ โอตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
เปิดเผยว่า ผลประกอบการ ปี 2566 บริษัทฯ มียอดขายมูลค่ารวมปิดที่ 58,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนธุรกิจในประเทศ 70 % และต่างประเทศ 30 % เผยเหตุชะลอตัวจากการเผชิญกับความท้าทาย ทั้งสถานการณ์ภัยแล้งตั้งแต่ต้นปีที่ส่งผลกระทบสะสมทั่วประเทศ บวกกับปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกทำให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักลดลง รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของเกษตรกร อย่างไรก็ตามยังได้อานิสงส์จากปัจจัยบวกของยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นจากรถดำนาในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และตลาดรถขุดโตขึ้นจากปริมาณการส่งออกทุเรียนที่เพิ่มขึ้น สำหรับในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมแผนการลงทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท สำหรับการผลิตสินค้าใหม่ รวมถึงโครงการที่รองรับด้าน ESG และการสนับสนุนกระบวนการผลิตต่างๆ

ปัจจุบันสยามคูโบต้ามีโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม นวนคร จังหวัดปทุมธานี เน้นการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล รถไถเดินตาม และเครื่องอัดฟาง และอีกแห่งคือนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงงานระดับ World Class Standard และเป็น HUB สำคัญ ที่ส่งออกแทรกเตอร์ รถเกี่ยวนวดข้าว และรถขุดขนาดเล็ก เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดอาเซียนที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม Robot ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำในกระบวนการผลิต สร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพและได้มาตรฐาน นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล “โรงงานเครือข่ายลดก๊าซเรือนกระจกดีเด่น” โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปี 2566 อีกด้วย 

ในตลาดต่างประเทศ สยามคูโบต้าเตรียมตอกย้ำความสำเร็จของการรุกตลาดอาเซียนคือ KUBOTA CAMBODIA Co,. Ltd. ณ ประเทศกัมพูชา และ KUBOTA LAOS Sole Co,. Ltd. ณ สปป.ลาว ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งในปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปี แห่งความสำเร็จในการเข้าไปทำตลาดทั้งสองแห่ง โดยยึดมั่นจุดแข็ง 4 หัวใจหลักของการทำธุรกิจ (4 Core Pillars) คือ สินค้ามีคุณภาพและหลากหลาย บริการหลังการขายที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เครือข่ายร้านค้าผู้แทนจำหน่ายที่ครอบคลุม และบริการให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อในประเทศกัมพูชา ทางสยามคูโบต้ามีแผนส่งออกสินค้าใหม่ที่รองรับการเติบโตในภาคธุรกิจการเกษตรของแต่ละประเทศในอนาคต พร้อมทั้งพัฒนาระบบ Data Driven เพื่อนำข้อมูลใช้สนับสนุนการขายและการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมยกระดับงานบริการที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าทั้งสองประเทศได้รับประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์คูโบต้าเช่นกัน

“ทั้งนี้สยามคูโบต้า ยังคงสานต่อนโยบายคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในการมุ่งมั่นทำให้คูโบต้าเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก หรือ Global Major Brand (GMB) ภายในปี 2030 โดยวางเป้าหมายเป็น ‘Essentials Innovator for Supporting life” สร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับลูกค้าทั่วโลก พร้อมเป็นองค์กร  ที่ตอบแทนสังคม ดำเนินธุรกิจโดยการพัฒนาสินค้าที่สานต่อความยั่งยืนทั้งด้านอาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อมซึ่งสยามคูโบต้าพร้อมมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมที่มุ่งตอบสนองนโยบาย GMB 2030 ใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความปลอดภัยทางด้านอาหารด้วยการทำเกษตรอัจฉริยะโดยมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรทั้งในไทยและอาเซียน จากผลกระทบของสถานการณ์ Climate Change 2. สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนในสินค้า โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การทำเกษตรแบบ Low Carbon เพื่อลด Carbon Footprint ในการผลิตสินค้าเกษตร โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องอัดฟางหลังการเก็บเกี่ยวข้าวที่ใช้ในกระบวนการทำเกษตรปลอดการเผา รวมถึงการพัฒนาโซลูชันเพื่อสร้างโมเดลต้นแบบในการปลูกพืชข้าวอีกด้วย” นายโอตะ กล่าว 


นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส เผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในปีที่ผ่านมา (GDP) ขยายตัวร้อยละ 0.3 ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2565 เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของพืช แต่ยังคงมีปัจจัยบวกจากราคาสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังยังอยู่ในเกณฑ์ดี ดังนั้น ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ จะเน้นการพัฒนา จัดหา และขยายรูปแบบการใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าใหม่มากขึ้น รวมไปถึงธุรกิจเครื่องจักรกลก่อสร้าง มุ่งพัฒนาและนำเสนอรถขุดโมเดลใหม่ รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับรถขุดที่หลากหลายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ตลอดจนการพัฒนาธุรกิจและโซลูชันใหม่ยกระดับภาคการเกษตรเดินหน้าสู่ Smart Farming รวมถึงผลักดันให้เกิดการทำเกษตรอย่างยั่งยืน 

สำหรับปีนี้เตรียมตั้งเป้าบุกตลาดเต็มกำลังด้วยกลยุทธ์ RACE ประกอบด้วย R Retain Leadership รักษาความเป็นผู้นำ เป็นการรักษากลุ่มลูกค้าเก่า มุ่งเน้นการให้ความรู้ การบริการที่ดีทั้งการบริการหลังการขายและความพร้อมของอะไหล่ เพื่อสร้างความไว้วางใจและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของคูโบต้า A Accelerate Growth ขยายตลาดเพื่อการเติบโต เพิ่มการใช้งานเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อพ่วงให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนการเพาะปลูกทั้งพืชไร่และพืชสวน โดยการพัฒนาอุปกรณ์ต่อพ่วงให้สามารถใช้งานร่วมกันสินค้าปัจจุบันได้หลากหลาย รวมถึงขยายไปสู่พืชมูลค่าสูง (High Value Crop) C Climate Change รับมือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ โซลูชันการทำนาเปียกสลับแห้ง การจัดการการใช้น้ำในแปลง การจัดการฟาร์มโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน การปลูกพืชแบบในร่ม การนำพลังงานสะอาดมาใช้เพื่อการเกษตร และ E- ESG for Sustainability ดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ด้วยการสร้างสมดุล Ecosystem พร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน โดยเฉพาะแนวคิดการส่งเสริมและสนับสนุนความยั่งยืนบนเส้นทางอาชีพของเกษตรกรให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่สู่การต่อยอดมูลค่าเพิ่มในด้านต่างๆ เพื่อสร้างรากฐานแห่งความยั่งยืนของชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร


“อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ปัญหาจากสิ่งแวดล้อมและภัยแล้ง ความผันผวนของตลาดสินค้าเกษตรที่ส่งผลกระทบกับเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง สยามคูโบต้ายังเชื่อมั่นว่า เกษตรกรของเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะสู้กับความท้าทาย ตลอดระยะเวลาที่เราอยู่เคียงข้างเกษตรมาอย่างยาวนาน เรามองเห็นศักยภาพของเกษตรกรที่แตกต่างไปจากเดิม และเราจะทำหน้าที่เป็นสปริงบอร์ดในการสนับสนุนเกษตรกรด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมาตรฐาน และโซลูชันที่ช่วยให้การทำเกษตรสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับและผลักดันให้ภาคการเกษตรไทยเติบโต ตลอดจนเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรมองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนความคิดให้ทุกคนเชื่อได้ว่า เกษตรกรเป็นได้มากกว่าที่คุณคิด ซึ่งเป็นที่มาของแคมเปญการสื่อสารในปีนี้คือ เป็นมากกว่าเกษตรกร” นางวราภรณ์ กล่าวเสริม


ด้านนายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรของไทยในปี 2566 ที่ผ่านมาลดลงราว 10-15 % เนื่องมาจากสถานการณ์ Climate Change ที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนลดต่ำลง ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร อย่างไรก็ตามในด้านตลาดเครื่องจักรกลการเกษตร คูโบต้ายังคงใช้จุดแข็งของผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่เข้ากับการเกษตรในประเทศไทย พร้อมการทำแคมเปญการตลาดต่างๆ ที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ และเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงความแข็งแกร่งในด้านการให้บริการหลังการขาย นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การทำงานของเกษตรกรในแต่ละกลุ่มมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรพืชหลัก กลุ่มเกษตรกรสมัยใหม่ และกลุ่มเกษตรกรในเทรนด์พืชที่น่าสนใจ  

สำหรับแผนการตลาดในปีนี้ สยามคูโบต้าเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่รองรับการทำงานของเกษตรกรที่ต้องการความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ในส่วนของการบริการยังคงมุ่งสร้างประสบการณ์ที่เหนือใครให้แก่ลูกค้า (Unmatched Experience) ตอบโจทย์การนัดหมาย และการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว สำหรับงานอะไหล่ในปีนี้จะมีการนำเอา Data Driven เข้ามาเชื่อมโยงระหว่างโรงงาน อะไหล่ และผู้ผลิตชิ้นส่วน เพื่อทำให้ทราบกำลังการผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงข้อมูลความต้องการอะไหล่ของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ยังมีการจัดโครงการ Dealer Data Driven Development เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานให้ผู้แทนจำหน่าย ให้ลูกค้ามั่นใจความพร้อมในทุกมิติของสยามคูโบต้าที่พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน

“นอกจากนี้ สยามคูโบต้ายังเตรียมเปิดตัว 2 แคมเปญใหญ่สะท้อนความไว้ใจของลูกค้าอย่างยาวนาน และการมีส่วนช่วยสร้างสรรค์สังคมให้ดียิ่งขึ้น โดยแคมเปญแรกจะสะท้อนบทบาทสำคัญของเกษตรกรภายใต้ชื่อ No Farmer, No Us ไม่มีเขา ไม่มีเรา เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกษตรกรเป็นผู้ผลิตอาหารขั้นต้นให้แก่ทุกคนบนโลก ซึ่งจะเน้นการให้คุณค่าแก่เกษตรกรทุกคนทุกวัยเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง สามารถขับเคลื่อน ทุกความเป็นไปได้ด้วยการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีสยามคูโบต้าคอยเคียงข้าง เพราะเราเชื่อว่าเกษตรกรคือห่วงโซ่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food security) แก่ทุกคนบนโลก และนี่เป็นเหตุผลที่คูโบต้าไม่เคยหยุดพัฒนาสินค้าและบริการให้ครอบคลุมทุกการทำงานของเกษตรกร เพื่อสนับสนุนประสบการณ์ในการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพ 


แคมเปญต่อมาเราพบว่า จากการอยู่เคียงข้างเกษตรกรมากว่า 45 ปี เกษตรกรต้องเผชิญกับเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมายในชีวิต วันนี้เราจึงไม่ได้นำเสนอแค่เครื่องจักรกลการเกษตร แต่เราพยายามที่จะพัฒนาจุดเด่น สร้างจุดต่าง สร้างประสบการณ์ร่วมในทุกๆ Touchpoint ของเรา ซึ่งนำมาสู่แคมเปญการตลาดในปีนี้คือ คูโบต้า คันที่ใช่ พร้อมลุยทุกข้อจำกัด ทลายเงื่อนไขเพื่อชีวิตเกษตรที่ใช่กว่าใน 5 ข้อจำกัด ได้แก่ 1. ข้อจำกัดด้านความมั่นใจสินค้าด้วยกิจกรรม KUBOTA Happiness Mission พัฒนาชุมชนพร้อมสาธิตสินค้าในพื้นที่ 2. ข้อจำกัดด้านการสามารถเป็นเจ้าของด้วยสินเชื่อหลากหลายในทุกกลุ่มสินค้า 3. ข้อจำกัดด้านต้นทุนทำเกษตรด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแบบรวมกลุ่ม 4. ข้อจำกัดด้านระยะทางด้วยแคมเปญ KUBOTA Service Loyalty กิจกรรมงานบริการในแต่ละพื้นที่ของลูกค้า และ 5. ข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าด้วยการใช้อะไหล่แท้คูโบต้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์เพื่อร่วมทางไปกับลูกค้าของเราในทุกบทบาท ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจให้คูโบต้าเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจเกษตรกรเสมอมา นายพิษณุ กล่าวปิดท้าย

















ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยืนหนึ่งผู้นำตลาดเคมีเกษตรไทย 'เอส พี เค จี' เดินหน้าสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน–เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย สู่เกษตรยั่งยืน

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว นายจารึก ศรีพุทธชาติ  นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ภายในงาน ไ...

เอสพีเคจี ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน-สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม

เกษตรกรยิ้มรับปีใหม่ SPKG ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน–สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม เดินหน้าโครงการบริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่ช่วยผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด ( SPKG) ผู้พัฒนานวัตกรรมการเกษตรครบวงจร เดินหน้าต้อนรับปีใหม่ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเกษตรกว่า 30 รายการ ภายใต้เป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยและสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พร้อมประกาศต่อยอดความมุ่งมั่นด้านสังคม ผ่านโครงการ “บริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อผู้ป่วยติดเตียง” แบรนด์ สบายเพิส ส่งมอบความช่วยเหลือให้ครอบครัวเกษตรกรที่มีผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมุ่งส่งเสริมเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 30 รายการ ด้วยการคัดสรรนวัตกรรมที่ทันสมัยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลี ในกลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ดูแลพืชครบวงจร  “ ตลอดหลา...

วช. จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) จัดงานแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดย ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร วช. และคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมงานแถลงข่าว การลงนามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ดั้งเดิม ตลอดจนการได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการระดับนโยบายซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของประเทศในภาพรวม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตก...