ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กยท. เดินหน้ายับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราประสานงาน กษ. พร้อมสนับสนุนมาตรการให้ความช่วยเหลือควบคุมโรค เยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางเร่งด่วน!



จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา (Pestalotiopsis sp., Colletotrichum sp.) มีการแพร่ระบาดเข้ามาพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อเดือนกันยายน 2562 ทำให้ต้นยางมีใบร่วงรุนแรง สภาพเสื่อมโทรม ผลผลิตน้ำยางทยอยลดลงๆ ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องหยุดกรีดยาง และขาดรายได้ ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 พบการระบาดของโรคใน 8 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ประมาณ 450,433 ไร่ มีเกษตรกรชาวสวนยางทั้งที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท. ได้รับผลกระทบ 43,563 ราย ผลผลิตลดลงประมาณ 60,000 ตัน เกษตรกรสูญเสียรายได้ในภาพรวมมูลค่า  2,400 ล้านบาท และพบการระบาดของโรคนี้ในพืชอื่นบริเวณข้างเคียง เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กล้วย มะละกอ มันสำปะหลัง ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก และวัชพืชอีกหลายชนิดด้วยนั้น

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า กยท. ได้ดำเนินการช่วยบรรเทาสถานการณ์การระบาดของโรคไปแล้วหลายวิธี ได้แก่ การสำรวจเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค การประสานขอความร่วมมือ GISTDA ในการประเมินการระบาดของโรคจากการร่วงของใบด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม การสาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ฉีดพ่นสารเคมีควบคุมและกำจัดเชื้อรา ในพื้นที่นราธิวาส ตรัง และพังงา นำร่องจังหวัดละ 300 ไร่ รวม 900 ไร่ เร่งศึกษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุและกลไกการเข้าทำลาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการป้องกันกำจัดในพื้นที่เกิดโรค วิจัยและพัฒนาพันธุ์ต้านทาน โดย กยท. ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งในประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร GISTDA และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ANRPC IRRDB รวมถึงประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตรวจสอบลักษณะอาการของโรคและคำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรค การกำจัดใบเป็นโรคที่ร่วงหล่นและวัชพืชในสวนยางแก่เจ้าหน้าที่ บุคลากร และเกษตรกรชาวสวนยาง ในพื้นที่ประสบโรคและพื้นที่เสี่ยง




รักษาการ ผวก.กยท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กยท. มิได้นิ่งนอนใจ ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการต่างๆ เพื่อป้องกันและเยียวยา แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคที่รวดเร็วและรุนแรง ขณะนี้ กยท.ได้ประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพร้อมสนับสนุนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อเดินหน้ามาตรการที่จำเป็นต่อการเร่งยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค บรรเทาความเดือดร้อน และช่วยเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท. รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชชนิดอื่นที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้อย่างเร่งด่วน เช่น มาตรการควบคุมและกำจัดโรคในสวนยางพาราที่พบการระบาดแล้ว จำนวนพื้นที่ 500,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา มาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จำนวน 50,000 ราย มาตรการป้องกันโรคในสวนยางในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จำนวนพื้นที่ 2,000,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา การจัดการธาตุอาหารพืชให้ต้นยางสมบูรณ์แข็งแรง มาตรการเฝ้าระวัง เตือนภัยและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค รวมถึงมาตรการเตรียมความพร้อมในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคในภาคส่วนของเกษตรกร เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการร่วมมือป้องกันกำจัดโรคนี้ ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะช่วยยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคและจัดการปัญหาให้คลี่คลายโดยเร็วต่อไป



ทั้งนี้ สำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่เจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ ติดต่อขอคำปรึกษาและข้อแนะนำได้จาก กยท. ในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยืนหนึ่งผู้นำตลาดเคมีเกษตรไทย 'เอส พี เค จี' เดินหน้าสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน–เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย สู่เกษตรยั่งยืน

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว นายจารึก ศรีพุทธชาติ  นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ภายในงาน ไ...

NIA กระทรวง อว. จับมือ 18 ภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดการแข่งขันสุดยอดธุรกิจนวัตกรรม ภายใต้แพลตฟอร์มใหม่ “นิลมังกร” เดินหน้าปั้นเอสเอ็มอี/ สตาร์ทอัพหน้าใหม่จากภูมิภาค สู่ธุรกิจระดับประเทศ

  สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศูนย์แบรนด์เคยู ( BrandKU) คณะบริหารธุรกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จำนวน 14 มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งของเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในระดับประเทศ เปิดตัว “โครงการประกวดสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทยระดับภูมิภาค ( Thailand InnoBIZ Champion)” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมจากแพลตฟอร์มใหม่ “นิลมังกร” โดยการปั้นเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพหน้าใหม่ใส่ใจนวัตกรรมจากภูมิภาคสู่ธุรกิจระดับประเทศ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจของ อว. คือ การมุ่งเน้นขับเคลื่อนประเทศให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคน และการนำเอาองค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์ ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตก...

วช. จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) จัดงานแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดย ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร วช. และคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมงานแถลงข่าว การลงนามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ดั้งเดิม ตลอดจนการได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการระดับนโยบายซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของประเทศในภาพรวม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตก...