สสส. เดินหน้าโครงการ “ประกวดผลงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่
2” สร้างเยาวชน “นักนวัตกรรุ่นใหม่”
พร้อมหนุนต่อยอดผลงานเด็กไทยในเชิงพาณิชย์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) เดินหน้าจัดทำ
“โครงการประกวดผลงานนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ : THAIHEALTH
INNO AWARDS” ต่อเนื่องเป็นปีที่
2 หลังประสบความสำเร็จจากการบ่มเพาะ “นักนวัตกรรุ่นใหม่” พร้อมชวนสังคมไทยร่วมสนับสนุนผลงานนวัตกรรมต่อยอดพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์
ชูตัวอย่าง 2 ผลงานนวัตกรรมรางวัล “ชนะเลิศ-รองชนะเลิศ” ของ “วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี”
ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของชุมชน
และสามารถสร้างเสริมสุขภาพให้กับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ณัฐพันธุ์
ศุภกา
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์
และรักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.
เชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ จึงได้จัดทำโครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ
ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายและนักเรียนสายอาชีพ
โดยมีครูและอาจารย์เป็นที่ปรึกษาเข้าร่วมในโครงการ จากโจทย์หลักคือ
ความต้องการเปลี่ยนสังคมรอบตัวด้วยแนวคิดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ
เพื่อแก้ปัญหาหรือส่งเสริมสุขภาพของชุมชน
หรือในเชิงประเด็นทางสังคมที่สามารถขยายผลในวงกว้างได้
“โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ
เราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การประกวดเพื่อให้ได้ชิ้นงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ
แต่มุ่งหวังที่จะสร้าง “เมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ”
ที่เกิดขึ้นทั้งลูกศิษย์และครูนอกเหนือจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ของนักนวัตกรรุ่นใหม่ การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจากที่เยาวชนได้ร่วมกันเข้าร่วมโครงการนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ
ย่อมถือเป็นการฝึกทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์
ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน การรู้จักประเมินและตัดสินใจ ความฉลาดทางอารมณ์
การยืดหยุ่นทางความคิด
และยิ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาชุมชนย่อมเป็นการฝึกให้มีใจรักในบริการ
ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการ ในปี 2563 จากที่ World
Economic Forum ได้รวบรวมไว้”

โดยผลงาน
“เสาหลักนำทางจากยางพารา” จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี เป็นผลงานที่ได้รับรางวัล
ชนะเลิศในระดับอาชีวศึกษา จากการประกวดผลงานนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 1
ซึ่งเป็นผลงานจากไอเดียของ “ทีมสี่สหายสายช่าง” ที่เกิดขึ้นจากสองแนวคิดหลักคือ
เพื่อบรรเทาความรุนแรงของอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการเฉี่ยวชนกับเสาหลักกั้นทางซึ่งทำจากปูน
และความต้องการที่จะสร้างมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา
ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีปัญหาราคาตกต่ำ
ปัจจุบันผลงาน
เสาหลักนำทางจากยางพาราเป็นหนึ่งในนโยบายของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ให้จัดทำถนนเสาหลักยางพารา
1,156 ต้น เพื่อนำร่องเส้นทางลดอุบัติเหตุ และส่งเสริมผลผลิตยางพาราในชุมชน
พร้อมกับได้รับ รางวัลผลงานเด่นด้านความปลอดภัยทางถนน จากนายกรัฐมนตรี ในปี
2562 โดยศูนย์ความปลอดภัยทางท้องถนน
โดยปัจจุบันได้ต่อยอดพัฒนาชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนนเพิ่มขึ้น
อาทิ “แท่งแบริเออร์” กั้นทาง และ “ยางกั้นล้อรถ หรือ wheel
stop” ของช่องจอดรถ
นายธรรมนูญ
รุจิญาติ หรือ “หรั่ง” นักศึกษา ปวส. ปี 1
ตัวแทนของทีมสี่สหายสายช่างกล่าวว่า หลังจากที่พัฒนาตัวเสาหลักที่ทำขึ้นจากยางพาราเพื่อป้องกันและบรรเทาความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว
ก็วิเคราะห์ต่อว่าจะเพิ่มระบบความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยติดตั้งระบบ GPS
และ Application แจ้งเตือนจุดหรือพื้นที่เกิดเหตุ
โดยเชื่อมกับ Line ของมูลนิธิหรือหน่วยกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงที
จึงทำให้ผลงานได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดในครั้งแรก
“หลังจากปีแรกก็คิดว่าควรจะพัฒนาชิ้นงานเพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนในรูปแบบอื่นๆ
ที่ใช้วัตถุดิบจากยางพาราได้ จึงเป็นที่มาของการออกแบบเป็นแท่งแบริเออร์ยางพารา
ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับเสาหลักนำทางคือทนทาน มีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย
ช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
มีเซ็นเซอร์ตรวจจับตัวรถและความเร็ว และติดตั้งไฟไซเรนต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย รวมไปถึงการพัฒนาเป็นยางกันล้อรถในช่องจอด
ซึ่งผลงานทั้งหมดจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางได้หากมีการผลิตและนำไปใช้งานจริงบนถนน”
ด้านผลงานที่ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง
“อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการสระผมผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่นั่งเก้าอี้รถเข็น” ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษาทีม
“เมืองคนดี” ก็ประสบผลสำเร็จในการนำไปใช้งานจริงกับกลุ่มเป้าหมายในสถานประกอบการ
โดยมีผู้สนใจสั่งซื้อไปใช้งานเป็นจำนวนมาก
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานพยาบาลเอกชนที่ให้บริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่


นายสรวิศ
สิกธรรม หรือ “เต้” นักศึกษา ปวส. ปี 1
ตัวแทนนักประดิษฐ์ทีมเมืองคนดี เล่าว่าเกิดไอเดียการออกแบบอุปกรณ์นี้
จากการที่มีสมาชิกในครอบครัวของตนเองซึ่งเป็นผู้สูงอายุต้องประสบปัญหาในการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำหรือสระผม
ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ จึงช่วยกันพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ขึ้นมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ดูแลผู้ป่วยที่ต้องนั่งรถเข็น
และป้องกันอุบัติเหตุจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากเตียงไปยังห้องน้ำได้
“ความพิเศษของเครื่องนี้คือมีความสะดวกต่อการใช้งานง่าย
มีน้ำหนักเบา มีความปลอดภัยทั้งผู้ใช้งานและผู้ป่วยโดยใช้ไฟฟ้า 12 โวลต์
การปรับตำแหน่งเพื่อเอนนอนก็ใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่นุ่มนวลทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกหวาดกลัว
โดยสามารถใช้กับผู้ป่วยที่ต้องนั่งรถเข็นหรือไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย
สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 150 กก. หลังจากนี้ก็กำลังคิดกันต่อว่าจะพัฒนาให้เครื่องนี้ให้มีขนาดกะทัดรัด
มากยิ่งขึ้น และสามารถใช้งานได้เมื่อเกิดกระแสไฟฟ้าดับ”
นางวาสนา
วิชัยดิษฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุราษฎร์การบริบาล
ที่นำ “อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการสระผมผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่นั่งเก้าอี้รถเข็น”
ไปใช้งานในสถานประกอบการของตนเองกล่าวว่า อุปกรณ์นี้มีความแข็งแรง
ใช้งานได้ง่ายเพราะไม่ต้องเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยออกจากรถเข็น
“อุปกรณ์นี้สามารถช่วยแก้ปัญหาเวลาสระผมผู้สูงอายุได้ดีมาก
สามารถทำได้พร้อมกันทีละหลายๆ คน และใช้เวลาไม่นานสำหรับการสระผม
ซึ่งผู้สูงอายุก็ไม่เหนื่อยในการเคลื่อนย้าย เพียงแค่เข็นรถเข็นเข้าไปที่เครื่องมือนี้แล้วก็พร้อมสระผมได้ทันที
และตัวเครื่องออกแบบมาให้เกือบเอนราบและมีที่รองน้ำทิ้ง
ทำให้ไม่เลอะใบหน้าเวลาสระผม”
“สถาบันการศึกษาต่างๆ
มีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์และพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม
แต่ทำอย่างไรที่จะขยายผลนวัตกรรมเหล่านี้ออกไปในวงกว้างมากขึ้น ทาง
สสส.ก็จะพยายามทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาคธุรกิจกับสถาบันการศึกษาและนักนวัตกรรุ่นใหม่
เพื่อมาร่วมกันสนับสนุนและผลักดันผลงานของคนไทยไปสู่การผลิตและเกิดประโยชน์ทั้งในด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ ซึ่งผลงานทั้ง 2
ชิ้นของวิทยาลัยเทคนิคสุราษฏร์ธานีเป็นเครื่องยืนยันถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่า
การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นปัญหาและมองที่ผู้ใช้ประโยชน์
ทำให้ผลงานไม่ได้หยุดและขึ้นหิ้งอยู่แค่ภายในรั้วของวิทยาลัย แต่ถูกนำไปใช้ได้จริงภายนอก
ดังนั้นในระยะยาวการประชาสัมพันธ์ผลงานและการต่อยอดนวัตกรรมถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง” ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา กล่าวสรุป

สำหรับ
“โครงการประกวดผลงานนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ : THAIHEALTH
INNO AWARDS ครั้งที่ 2” ได้ดำเนินการรับสมัครและคัดเลือกผลงานมาตั้งแต่ปลายปี
2562 โดยในปีนี้มีเยาวชนจากสถาบันการศึกษาต่างๆ
ทั้งระดับมัธยมและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานส่งเข้าประกวดอย่างล้นหลามกว่า
132 โครงการ
โดยมีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจนเข้าสู่รอบสุดท้าย จำนวน
18 ผลงานที่โดดเด่น ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดให้มีเวทีเพื่อนำเสนอผลงานของนักนวัตกรรุ่นใหม่ทั้ง
18 ทีม พร้อมทั้งจัดงานประกาศผลรางวัลการประกวดผลงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ : THAIHEALTH
INNO AWARDS ครั้งที่ 2 ในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น