อินฟอร์มาร์ ผนึกกำลัง รัฐ-เอกชน
เตรียมจัด
“CPhI South East Asia 2020” เสริมแกร่งอุตสาหกรรมยาไทยสู่เวทีโลก
อินฟอร์มาร์ จับมือ กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และทีเส็บ
แถลงความพร้อมจัดงานแสดงวัตถุดิบและส่วนประกอบในการผลิตยา
และการบริการการผลิตยาครบวงจร หรือ ซีพีเอชไอ เซาธ์ อีสต์ เอเชีย 2020 (CPhI South East Asia 2020) เตรียมความพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุ
แสดงศักยภาพอุตสาหกรรมยาไทยในเวทีโลก ชี้ไทยเป็นตลาดเวชภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
คาดปี 2563 ตลาดสมุนไพรจะมีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท
นางสาวรุ้งเพชร
ชิตานุวัตร์
ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มาร์ มาร์เก็ต (ประเทศไทย)
ดร.ชุติมา
เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
(วว.)
นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์
ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มาร์ มาร์เก็ต (ประเทศไทย)
กล่าวว่า “
นอกจากยาจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อสุขภาวะของประชาชนในประเทศ
เนื่องจากยาเป็นปัจจัย 4
ในการดำรงชีวิตที่ขาดแคลนไปไม่ได้แล้ว
ตลาดยายังมีความน่าสนใจในฐานะอุตสาหกรรมที่จะสร้างรายได้และโอกาสให้กับประเทศไทยอีกด้วย
โดยปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมยาในไทยนั้นมีมูลค่าประมาณ 1.8 แสนล้านบาท
อีกทั้งความต้องการยาในประเทศก็ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ประเทศไทยเองยังเป็นตลาดเวชภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอินโดนีเซีย
การจัดงานในครั้งนี้จึงตั้งใจให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีมาต่อยอดสร้างยาคุณภาพดีในราคาที่ทุกคนเข้าถึง พร้อมกับเป็นเวทีที่สนับสนุนการเจรจาการค้าระหว่างผู้ผลิตและประกอบการอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยกับนานาชาติ
”
“นอกจากตลาดยาแผนปัจจุบันที่เติบโตแล้ว
อีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ สารสกัดจากพืช สมุนไพร และส่วนประกอบจากธรรมชาติ
ซึ่งนอกจากจะมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ตลาดสมุนไพรจะมีมูลค่ากว่า
20,000 ล้านบาท
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่นิยมใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ
และนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐที่ใช้สมุนไพรแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน
ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้ความได้เปรียบด้านความหลากหลากของพืชสมุนไพรมาพัฒนาสร้างจุดแข็งในการส่งออกสมุนไพรได้เช่นกัน
การจัดการในครั้งนี้จึงมีงาน NEX : Natural Extracts งานจัดแสดงผลิตภัณฑ์สารสกัดจากพืชสมุนไพร
และส่วนประกอบยาจากธรรมชาติ ที่จัดขึ้นครั้งแรกในไทยเอาไว้ภายในงานด้วย”
องค์การเภสัชกรรมร่วมนำเสนอผลงาน โดยมีไฮไลท์คือ ยาต้่านไวรัสไข้หวัดใหญ่และยาต้านไวรัสเอดส์ ที่แพทย์ไทยประสบความสำเร็จในการใช้รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 (COVID-19) มาร่วมจัดแสดงด้วย
ด้าน ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
(วว.)กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงบทบาทของ
วว. ในงาน “CPhI South East Asia 2020” ว่า วว. จะโชว์ผลงานวิจัย พัฒนาและบริการใน 2
ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยพัฒนาบริการ ด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีศักยภาพในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการไทย
ทั้งในเวทีภายในประเทศและต่างประเทศ
และการจัดสัมมนานานาชาติในประเด็นที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนี้
วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร
(ศนส.)
จะจัดแสดงผลงานวิจัยพัฒนาด้านสมุนไพร ในส่วนของงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ แสดงนิทรรศการด้านยาและสมุนไพรอย่างครบวงจร
ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ใน Theme สารสกัดสำคัญ (ingredient)
จากสมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร จำนวน 4 ชนิด
ได้แก่ 1.ขิง ต้านอาเจียน 2.มะตูม ต้านเบาหวาน 3.กระชาย
บำรุงร่างกาย/ต้านการอักเสบ และ 4.กะทกรก บรรเทาโรคพาร์กินสัน
นำเสนอครอบคลุมกระบวนการทำงานวิจัย
ตั้งแต่เริ่มต้นการเตรียมพืชสมุนไพรตลอดจนการสกัดสารสกัด การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
รวมทั้งการตรวจวัด/ศึกษาประสิทธิภาพหรือความเป็นพิษด้วยเซลล์และสัตว์ทดลอง
ด้วยเครื่องมือถ่ายภาพเซลล์ รวมทั้งการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเซลล์ 3D
skin/สัตว์ทดลอง นอกจากนี้ยังจะมีการจัดสัมมนานานาชาติ หัวข้อเรื่อง
“Multi-functions of herbal
medicine on NCDs” ในวันที่ 4 มีนาคม
2563 โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย 1.การขึ้นทะเบียนยาพัฒนาจากสมุนไพร
2.การพัฒนายาสมุนไพรเพื่อบรรเทาโรคพาร์กินสัน 3.โสมอินเดียกับการต้านมะเร็ง 4.Propolish
จากขี้ผึ้ง และ 5.กระบวนการขออนุญาตในงานวิจัยกัญชา
นอกจากนี้ วว. โดยศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย
(ศบท.) จะเข้าร่วมจัดการสัมมนานาชาติ หัวข้อเรื่อง “Seminar
on Innovative Packaging
for Pharmaceutical and Herbal Products” ในวันที่ 5 มีนาคม
2563 โดยมีจุดเชื่อมโยงการจัดสัมมนาฯ
สืบเนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ดังนั้นเพื่อให้สอดรับหรือเตรียมความพร้อมกับสังคมผู้สูงอายุ วว. โดย ศบท.
อยู่ระหว่างดำเนินโครงการบรรจุภัณฑ์สะดวกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
นอกจากการจัดสัมมนาฯ ดังกล่าวแล้ว วว
ยังนำผลงานวิจัยและพัฒนาร่วมจัดแสดงนิทรรศการด้านบรรจุภัณฑ์ในส่วนของนิทรรศการ
"InnoPack"
ที่นำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อันทันสมัย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับบรรจุภัณฑ์ยาและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน
มีความสวยงามดึงดูดใจ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่าง
ตลอดจนช่วยส่งเสริมการขายสินค้า ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์
วว. โดย
ศบท.จะนำตัวอย่างผลงานการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรและสารสกัดจากสมุนไพรนำมาโชว์ในส่วนนิทรรศการ
ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สบู่ และแชมพู เป็นต้น
ซึ่งเป็นผลงานภายใต้โครงการ “Brand DNA by TISTR” ในปีที่ผ่านมา
ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับ วว.
ได้มีส่วนร่วมค้นหาตัวตนของสินค้าและร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์
เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสินค้ากับ วว. ก่อนนำไปผลิตและใช้จริงในเชิงพาณิชย์
เพื่อต่อยอดธุรกิจของตนได้อย่างยั่งยืน
เพื่อเป็นตัวอย่างหรือแนวทางให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาและสมุนไพรได้นำไปเป็นแนวทางในการเลือกใช้และยกระดับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ของตนต่อไป
ด้าน ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
(วว.)กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงบทบาทของ
วว. ในงาน “CPhI South East Asia 2020” ว่า วว. จะโชว์ผลงานวิจัย พัฒนาและบริการใน 2
ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยพัฒนาบริการ ด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีศักยภาพในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการไทย
ทั้งในเวทีภายในประเทศและต่างประเทศ
และการจัดสัมมนานานาชาติในประเด็นที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนี้
วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร
(ศนส.)
จะจัดแสดงผลงานวิจัยพัฒนาด้านสมุนไพร ในส่วนของงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ แสดงนิทรรศการด้านยาและสมุนไพรอย่างครบวงจร
ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ใน Theme สารสกัดสำคัญ (ingredient)
จากสมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร จำนวน 4 ชนิด
ได้แก่ 1.ขิง ต้านอาเจียน 2.มะตูม ต้านเบาหวาน 3.กระชาย
บำรุงร่างกาย/ต้านการอักเสบ และ 4.กะทกรก บรรเทาโรคพาร์กินสัน
นำเสนอครอบคลุมกระบวนการทำงานวิจัย
ตั้งแต่เริ่มต้นการเตรียมพืชสมุนไพรตลอดจนการสกัดสารสกัด การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
รวมทั้งการตรวจวัด/ศึกษาประสิทธิภาพหรือความเป็นพิษด้วยเซลล์และสัตว์ทดลอง
ด้วยเครื่องมือถ่ายภาพเซลล์ รวมทั้งการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเซลล์ 3D
skin/สัตว์ทดลอง นอกจากนี้ยังจะมีการจัดสัมมนานานาชาติ หัวข้อเรื่อง
“Multi-functions of herbal
medicine on NCDs” ในวันที่ 4 มีนาคม
2563 โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย 1.การขึ้นทะเบียนยาพัฒนาจากสมุนไพร
2.การพัฒนายาสมุนไพรเพื่อบรรเทาโรคพาร์กินสัน 3.โสมอินเดียกับการต้านมะเร็ง 4.Propolish
จากขี้ผึ้ง และ 5.กระบวนการขออนุญาตในงานวิจัยกัญชา
นอกจากนี้ วว. โดยศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย
(ศบท.) จะเข้าร่วมจัดการสัมมนานาชาติ หัวข้อเรื่อง “Seminar
on Innovative Packaging
for Pharmaceutical and Herbal Products” ในวันที่ 5 มีนาคม
2563 โดยมีจุดเชื่อมโยงการจัดสัมมนาฯ
สืบเนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ดังนั้นเพื่อให้สอดรับหรือเตรียมความพร้อมกับสังคมผู้สูงอายุ วว. โดย ศบท.
อยู่ระหว่างดำเนินโครงการบรรจุภัณฑ์สะดวกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
นอกจากการจัดสัมมนาฯ ดังกล่าวแล้ว วว
ยังนำผลงานวิจัยและพัฒนาร่วมจัดแสดงนิทรรศการด้านบรรจุภัณฑ์ในส่วนของนิทรรศการ
"InnoPack"
ที่นำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อันทันสมัย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับบรรจุภัณฑ์ยาและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน
มีความสวยงามดึงดูดใจ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่าง
ตลอดจนช่วยส่งเสริมการขายสินค้า ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์
วว. โดย
ศบท.จะนำตัวอย่างผลงานการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรและสารสกัดจากสมุนไพรนำมาโชว์ในส่วนนิทรรศการ
ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สบู่ และแชมพู เป็นต้น
ซึ่งเป็นผลงานภายใต้โครงการ “Brand DNA by TISTR” ในปีที่ผ่านมา
ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับ วว.
ได้มีส่วนร่วมค้นหาตัวตนของสินค้าและร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์
เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสินค้ากับ วว. ก่อนนำไปผลิตและใช้จริงในเชิงพาณิชย์
เพื่อต่อยอดธุรกิจของตนได้อย่างยั่งยืน
เพื่อเป็นตัวอย่างหรือแนวทางให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาและสมุนไพรได้นำไปเป็นแนวทางในการเลือกใช้และยกระดับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ของตนต่อไป









ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น