ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือ สยามคูโบต้า มุ่งพัฒนาศักยภาพความชำนาญด้านการทำเกษตรช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด ประเดิม 5 จังหวัดนำร่อง รองรับแรงงานกลับภูมิลำเนา


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19” นำองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรครบวงจร (KAS) ความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตร และการบริหารจัดการน้ำ พร้อมจัดอบรมฝึกขับเครื่องจักรกลเกษตรและรถขุดคูโบต้า ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ถ่ายทอดไปยังกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้าง สร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพการประกอบอาชีพด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน เริ่มกรกฎาคมนี้ ประเดิม 5 จังหวัดนำร่อง ฝ่าวิกฤตแรงงานกลับภูมิลำเนา



หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีเป้าหมายและกลไกในการบูรณาการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่แรงงานนอกระบบที่อยู่ในภาคการเกษตร จึงได้ร่วมมือกับสยามคูโบต้า จัดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19” ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย รวมถึงให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงได้มีภารกิจร่วมกับสยามคูโบต้า เพื่อร่วมกันพัฒนาฝีมือให้แก่แรงงานนอกระบบที่อยู่ในภาคการเกษตรให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะให้ได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน จนสามารถนำไปประกอบอาชีพ รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 อันจะนำไปสู่การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม และพัฒนาเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับฝีมือให้คนไทยมีงานทำอย่างมีศักดิ์ศรี มีฝีมือที่ได้มาตรฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน


ด้าน นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบทำให้ภาคเศรษฐกิจในหลายธุรกิจชะลอตัว และเกิดการเลิกจ้าง หรือพักงานพนักงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ขาดรายได้ ซึ่งในกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เลือกที่จะกลับภูมิลำเนา



นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ มีศักยภาพและบทบาทสำคัญในภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบให้ประชาชนมีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรองรับและแก้ปัญหาแรงงานที่กลับไปทำงานยังภูมิลำเนา ทั้งนี้กุญแจสำคัญคือ การส่งเสริมพวกเขาเห็นความสำคัญของการทำเกษตร ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสม สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและขยายผลสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป
สำหรับการร่วมมือของสองหน่วยงานในครั้งนี้ จะดำเนินการคัดเลือกผู้ที่มีความสนใจทำอาชีพเกษตรกรรม โดยจะต้องเป็นผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์ COVID-19 เน้นการฝึกอบรมด้านการทำการเกษตร โดยจัดอบรมในเรื่อง การขับขี่เครื่องจักรกลการเกษตร อาทิ แทรกเตอร์ รถดำนา รถเกี่ยวนวดข้าว และรถขุด ตลอดจนองค์ความรู้ในการทำเกษตรครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสยามคูโบต้าที่ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรมาแล้วทั่วประเทศ และการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้ในการทำการเกษตรอย่างเพียงพอ รับมือวิกฤตภัยแล้ง และเข้ารับการฝึกอบรมภายใต้โรงเรียนฝึกขับเครื่องจักรกลการเกษตร และโรงเรียนฝึกขับรถขุดคูโบต้า ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ได้ผลิตเกษตรกรที่มีทักษะความชำนาญมาแล้วกว่า 2,400 รุ่น 54,000 ราย โดยกำหนดพื้นที่จังหวัดนำร่องที่มีความพร้อม  5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ทำการเกษตรรวมกว่า 18,000,000 ไร่ โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 นี้ นอกจากนี้ยังมีแผนจะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ที่มีความพร้อมต่อไป




นอกจากนี้ สยามคูโบต้ายังได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ชมคูโบต้าฟาร์ม (KUBOTA Farm) ฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ของภูมิภาคอาเซียนที่ชูจุดเด่นของ KUBOTA (Agri) Solutions นำนวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจรสร้างประสบการณ์เพาะปลูกด้วยวิธีการเกษตรสมัยใหม่ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรเป็นหลัก (Customer Centric) มุ่งหวังให้เกษตรกรได้เข้าถึงทุกนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ผ่านการลงมือทำและเห็นด้วยตาตนเอง ซึ่งจะเป็นโมเดลนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ของอาเซียน พร้อมตอกย้ำความมั่นใจในการสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับโครงการในครั้งนี้





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยืนหนึ่งผู้นำตลาดเคมีเกษตรไทย 'เอส พี เค จี' เดินหน้าสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน–เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย สู่เกษตรยั่งยืน

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว นายจารึก ศรีพุทธชาติ  นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ภายในงาน ไ...

เอสพีเคจี ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน-สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม

เกษตรกรยิ้มรับปีใหม่ SPKG ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน–สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม เดินหน้าโครงการบริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่ช่วยผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด ( SPKG) ผู้พัฒนานวัตกรรมการเกษตรครบวงจร เดินหน้าต้อนรับปีใหม่ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเกษตรกว่า 30 รายการ ภายใต้เป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยและสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พร้อมประกาศต่อยอดความมุ่งมั่นด้านสังคม ผ่านโครงการ “บริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อผู้ป่วยติดเตียง” แบรนด์ สบายเพิส ส่งมอบความช่วยเหลือให้ครอบครัวเกษตรกรที่มีผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมุ่งส่งเสริมเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 30 รายการ ด้วยการคัดสรรนวัตกรรมที่ทันสมัยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลี ในกลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ดูแลพืชครบวงจร  “ ตลอดหลา...

วช. จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) จัดงานแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดย ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร วช. และคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมงานแถลงข่าว การลงนามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ดั้งเดิม ตลอดจนการได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการระดับนโยบายซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของประเทศในภาพรวม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตก...