ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เอสซีจีผนึกสยามคูโบต้าฯ ขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ภาคการเกษตร ระดมสมองทุกภาคส่วนร่วมถอดบทเรียน ขับเคลื่อนเพื่อสร้างความยั่งยืน

 



เอสซีจีผนึกสยามคูโบต้าฯ ขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ภาคการเกษตรระดมสมองทุกภาคส่วนร่วมถอดบทเรียน ขับเคลื่อนเพื่อสร้างความยั่งยืน ส่งต่อแนวคิดสู่เวที SD Symposium 2020Circular Economy:  Actions for Sustainable Future

การใช้ทรัพยากรที่มากเกินไปจะส่งผลกระทบในระยะยาว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ “เอสซีจี” มุ่งมั่นและเชื่อมั่นในหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมจุดประกายให้ทุกฝ่ายตระหนักรู้และร่วมมือกันขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืน ผ่านการจัดเวทีระดมความคิดเห็น “SD Symposium” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ซึ่งในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ภายใต้หัวข้อ SD Symposium 2020 Circular Economy: Actions for Sustainable Future”  โดยระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ใน 4 แกนสำคัญ ได้แก่ การจัดการน้ำ การจัดการขยะ ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อหาข้อสรุปและเป็นข้อเสนอแนะสำหรับทุกภาคส่วนในการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปปรับใช้ต่อไป


ทั้งนี้ เอสซีจี ได้ร่วมกับ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดงาน Pre-session: Agri-Circular Economy ระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในภาคการเกษตร ร่วมกันถอดบทเรียนสรุปเป็นข้อเสนอแนะเบื้องต้นในการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในภาคเกษตร เพื่อส่งต่อสู่เวที SD Symposium 2020  พร้อมเรียนรู้การดำเนินงานจาก “คูโบต้า ฟาร์ม” ซึ่งเป็นฟาร์มต้นแบบที่นำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ 


ระดมสมองขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนภาคการเกษตร

นายอารีย์ เชาวลิตชีวินกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิเมนต์ไทยโฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า การระดมความคิดเห็นเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตร (Agri-Circular Economy) เป็นความร่วมมือกันระหว่างเอสซีจี และ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อร่วมกันหาข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นในภาคการเกษตร โดยข้อเสนอแนะที่ได้จากการช่วยกันระดมความคิดเห็นต่าง ๆ จะทำเป็นข้อสรุปในเบื้องต้น เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ทุกภาคส่วนในงาน SD Symposium 2020 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนต่อยอดแนวคิดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างความร่วมมือ การปฏิบัติ และขยายผลไปถึงทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ รวมทั้งประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย 


“เศรษฐกิจหมุนเวียนคือ การหมุนเวียนทรัพยากรจากการผลิตและการใช้ วนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการก่อให้เกิดมลพิษ เช่น เรื่องขยะหากลดได้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอสซีจีมุ่งมั่นยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การออกแบบ การจัดหา การผลิต การขนส่ง การให้ความรู้ต่อผู้บริโภค ตลอดจนการนำวัสดุที่เหลือใช้ หรือของเสียกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใหม่อีกครั้ง แต่ทั้งหมดจะต้องอาศัยทั้งมุมมอง แนวคิด เทคโนโลยีและนวัตกรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน” นายอารีย์ กล่าว




ผนึกทุกภาคส่วน นำ “เศรษฐกิจพอเพียง-ทฤษฎีใหม่” ประยุกต์ใช้ในคูโบต้าฟาร์ม

ด้าน นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ ที่ปรึกษา สำนักงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยาม
คูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญ ซึ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนจากการใช้ทรัพยากรที่มากเกินไปคือ ปัญหาทางภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงไปและเกิดผลกระทบรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง และปัญหาฝุ่นละออง จึงเป็นสิ่งที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาคเกษตรที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับประชากรของโลก ทั้งนี้ สยามคูโบต้า ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในการพัฒนาพื้นที่ภายในคูโบต้าฟาร์ม มีความตั้งใจที่จะพัฒนาให้เป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ของคูโบต้าที่รวบรวมนวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตรและองค์ความรู้เกษตรครบวงจร

“คูโบต้าฟาร์ม น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินงานและขยายผลในเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยนำเอาหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ทุกกระบวนการผลิต เช่น การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้ริเริ่มโครงการเกษตรปลอดการเผา รณรงค์ให้เลิกเผาตอซัง นำฟางหรือใบอ้อยไปเป็นอาหารสัตว์ หรือหมักเป็นปุ๋ย การพัฒนาแหล่งน้ำด้วยแนวคิดทฤษฎีใหม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญในการผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตรให้เป็นที่ยอมรับ นำไปใช้จริง และเกิดการขยายผลในวงกว้างจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงการสร้างสมดุลของทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน นำมาสู่ความเชื่อมั่นถึงศักยภาพในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก”



 เปิดแนวทางบริหารจัดการพร้อมโซลูชั่นรองรับ สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ BCG Economy

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของไทยคือ BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ที่เป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตรจะมุ่งเน้นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนำมาประยุกต์ใช้ ในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกขั้นตอน อีกทั้งสยามคูโบต้าร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  ดำเนินการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตร และขยายผลให้เป็นรูปธรรมภายในคูโบต้าฟาร์ม มีดังนี้

1. ทฤษฎีใหม่ (New Theory) ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านโซลูชั่นออกแบบฟาร์มเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Farm Design Solution) ที่ช่วยเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชหลากหลายและพืชสร้างรายได้เร็ว เช่น ผัก โซลูชั่นการทำปุ๋ยหมักจากฟางข้าว (Rice Straw Manure) เพื่อลดต้นทุนค่าปุ๋ยและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากการผลิตแบบอินทรีย์ โซลูชั่นการให้น้ำที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช ด้วยการใช้เซ็นเซอร์ที่วัดความชื้นในดิน

2. การบริหารจัดการต้นทุน (Cost Management) มีโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องคือ โซลูชั่นเกษตรปลอดนาหว่าน (Zero Broadcast Solutions) ที่ช่วยลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ลง 50-67% และโซลูชั่นเกษตรแม่นยำข้าว (Precision Farming Solution) ที่ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย ลดความสูญเสียผลผลิตจากปัญหาข้าวล้ม ด้วยการปฏิบัติตามปฏิทินการเพาะปลูก KAS Crop Calendar Application

3. การบริหารจัดการน้ำ (Water Management) ด้วยโซลูชั่นการบริหารจัดการนำต้นทุนน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำน้ำในสระเลี้ยงปลาและให้น้ำแก่พืช และโซลูชั่นการระบายน้ำใต้ดินเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตจากน้ำท่วมขังและยังสามารถนำน้ำใต้ดินมาหมุนเวียนใช้ให้น้ำพืชได้อีกครั้ง


4. การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ด้วยการใช้เทคนิคการเพาะปลูกผสานเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ร่วมกับการวิเคราะห์ Big Data ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แม่นยำและเกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต ควบคุมปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของผลผลิตและต้นทุน

5. การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างมีคุณค่า บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยวิธีเกษตรปลอดการเผา เช่น การไถกลบตอซังข้าวเพื่อเป็นปุ๋ยในดิน การทำปุ๋ยหมักจากฟางข้าวหรือใบอ้อย การแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล อาหารสัตว์ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ภาชนะใส่อาหาร หรือวัสดุตกแต่งพาร์ติเคิลบอร์ด เป็นต้น

ถอดบทเรียนความคิด 4 ประเด็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข

สำหรับการระดมความคิดเห็น พร้อมถอดบทเรียนจากผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อป โดยแบ่งผู้ร่วมงานออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อช่วยกันหาข้อเสนอแนะใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1. การขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ 2. การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 3. การลดต้นทุนการบริหารจัดการฟาร์ม 4. การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ 5. การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งในแต่ละประเด็นมีการนำเสนอถึงปัญหา ความท้าทาย แนวทางแก้ปัญหา และหน่วยงานเกี่ยวข้องที่ต้องเข้ามาสนับสนุนในการแก้ปัญหา พร้อมช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตรเกิดขึ้นได้จริง 


จากการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมีความหลากหลายและครอบคลุมในหลายมุมมองโดยสรุปได้ 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องคน หรือการสร้างคน ต้องมีการอบรม การแบ่งปันข้อมูลความรู้ ต้องมีการสร้างโมเดลต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนต้นแบบที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนา (Smart Community) มีความคิดทันสมัยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หรือสร้างคนให้เป็นเกษตรกรที่รอบรู้ มีความภาคภูมิใจในความเป็นเกษตรกร (Smart Farmer) เพื่อสร้าง Mindset ในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยร่วมกัน

ประเด็นที่สอง ขั้นตอนในระบบการทำงาน เช่น นโยบายภาครัฐ งบประมาณ แรงจูงใจต่าง ๆ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ รวมทั้งภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การวางมาตรฐาน การสร้างตลาด เป็นต้น ประเด็นที่สาม การสื่อสาร (Communication) เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง และประเด็นที่สี่ นวัตกรรม (Innovation) เสนอแนวทางการแก้ปัญหาการเข้าถึงนวัตกรรมแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต้นเป็นนวัตกรรมขั้นพื้นฐานที่ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ง่าย ระดับกลางและระดับสูงเป็นนวัตกรรมขั้นแอดวานซ์ ต้นทุนสูง เช่น ระบบ Auto Guidance หุ่นยนต์ทำงานอัตโนมัติ ที่หน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุน infrastructure ให้พร้อมรองรับการทำงานในอนาคต  รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยคนไทย และสตาร์ทอัพที่สร้างนวัตกรรมบนแพลตฟอร์มใหม่ ๆ 


เอสซีจีเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ให้เกิดขึ้นก็จะนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต จึงมุ่งมั่นสานต่อสร้างการตระหนักรู้และร่วมมือกัน ผ่านการจัดงาน SD Symposium 2020 Circular Economy: Actions for Sustainable Future”เพื่อเป็นเวทีระดมความเห็นและหาข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายผลความร่วมมือในวงกว้างมากขึ้น  

          ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3jo6dCA และลงทะเบียนรับชมงาน SD Symposium 2020 : Circular Economy: Action for Sustainable Future วันจันทร์ที่ 9 พ.ย. 2563 เวลา 13.30 – 15.00 น. แบบออนไลน์ได้ที่ https://bit.ly/3e4A16k หรือ QR Code นี้









 




 

 

 









ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยืนหนึ่งผู้นำตลาดเคมีเกษตรไทย 'เอส พี เค จี' เดินหน้าสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน–เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย สู่เกษตรยั่งยืน

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว นายจารึก ศรีพุทธชาติ  นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ภายในงาน ไ...

เอสพีเคจี ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน-สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม

เกษตรกรยิ้มรับปีใหม่ SPKG ส่งสินค้านวัตกรรมนับ 30 รายการ ชูแนวคิด “เกษตรยั่งยืน–สังคมยั่งยืน” พร้อมอุทิศรายได้ช่วยสังคม เดินหน้าโครงการบริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่ช่วยผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด ( SPKG) ผู้พัฒนานวัตกรรมการเกษตรครบวงจร เดินหน้าต้อนรับปีใหม่ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเกษตรกว่า 30 รายการ ภายใต้เป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยและสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พร้อมประกาศต่อยอดความมุ่งมั่นด้านสังคม ผ่านโครงการ “บริจาคผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อผู้ป่วยติดเตียง” แบรนด์ สบายเพิส ส่งมอบความช่วยเหลือให้ครอบครัวเกษตรกรที่มีผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีเคจี จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมุ่งส่งเสริมเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 30 รายการ ด้วยการคัดสรรนวัตกรรมที่ทันสมัยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลี ในกลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ดูแลพืชครบวงจร  “ ตลอดหลา...

วช. จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) จัดงานแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดย ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร วช. และคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมงานแถลงข่าว การลงนามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ดั้งเดิม ตลอดจนการได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการระดับนโยบายซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของประเทศในภาพรวม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตก...