ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จากยาเสพติดให้โทษสุ่การใช้ประโยชน์ทางยาด้วย "สารสกัดกระท่อม"

 



“กระท่อม” เป็นไม้ยืนต้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Mitragyna  Speciosa  Korth มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยและมาเลเซีย  เดิมเป็น  "ยาเสพติดให้โทษ"  ภายใต้ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษมานานถึง  41  ปี  ได้รับการปลดออกจากยาเสพติดเป็นพืชที่ประชาชนปลูกเพื่อการบริโภคและขายได้ทั่วไป  เมื่อวันที่   26  พฤษภาคม  2564  



กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ให้บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพกระท่อม  โดยการวิเคราะห์ทางเคมีและให้บริการทดสอบประสิทธิภาพ  การประเมินความปลอดภัยของวัตถุดิบ สารสกัดกระท่อม  เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม  เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งภายในและต่างประเทศ

ศ. (วิจัย) ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.  กล่าวว่า  วว. มีความเชี่ยวชาญและให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีของกระท่อม ให้บริการทดสอบประสิทธิภาพและการประเมินความปลอดภัยด้วยมาตรฐานห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง  ISO / IEC 17025 และ OECD - GLP  โดยให้บริการวิเคราะห์ทดสอบ ได้แก่  การตรวจเอกลักษณ์โดย  TLC ปริมาณสารสำคัญ  การทดสอบการปนเปื้อนโลหะหนัก ได้แก่  ปรอท   ตะกั่ว  แคดเมียม  สารหนู   และการทดสอบปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์



นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญและให้บริการทดสอบประสิทธิภาพ การประเมินความปลอดภัยของกระท่อม เพื่อยืนยันผลและสร้างความมั่นใจในการนำไปใช้   ได้แก่  1.การทดสอบประสิทธิภาพ   เช่น  ฤทธิ์ต้านการอักเสบ  แก้ปวด   ชาเฉพาะที่   ลดระดับน้ำตาลในเลือด   และ 2.การประเมินความปลอดภัย  ได้แก่ การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันทางปาก ( Acute   oral   toxicity   test, TG 423)  เป็นต้น 

คนไทยใช้ใบสดหรือใบแห้งกระท่อม นำมาเคี้ยว สูบ  หรือชงเป็นน้ำชา  รักษาอาการติดเชื้อในลำไส้  แก้ท้องเสีย  ท้องร่วง  บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ   ลดไข้  บรรเทาอาการไอ   ทำให้นอนหลับ  ทางภาคใต้ใช้ใบรักษาโรคเรื้อรัง  เช่น  เบาหวาน   ความดันโลหิตสูง  สารสำคัญที่พบคือ  ไมทราไจนีน  (mitragynine)  ซึ่งเป็นสารที่พบเฉพาะในพืชกระท่อมเท่านั้น   มีฤทธิ์ระงับปวดได้คล้ายกับการใช้มอร์ฟีน  แต่มีข้อดีกว่ามอร์ฟีนคือ ไม่กดระบบทางเดินหายใจ  ไม่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้  อาเจียน  การบริโภคกระท่อมในปริมาณต่ำๆ จะออกฤทธิ์กระตุ้น  ลดอาการเมื่อยล้า  ทำงานได้นานขึ้น  หากใช้ในปริมาณสูงจะมีฤทธิ์กล่อมประสาทและเสพติด  และหากรับประทานเป็นเวลานาน   อาจทำให้ท้องผูก  นอนไม่หลับ  คลื่นไส้อาเจียน   ผิวหนังคล้ำลง  บางรายอาจพบอาการแขนกระตุก อารมณ์ซึมเศร้า  กระวนกระวาย  ความดันสูง  มีอาการทางจิต หวาดระแวง เห็นภาพหลอน 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมการบริการวิเคราะห์ทดสอบคุณสมบัติทางเคมี  ได้ที่ ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา วว. โทร. 0 2323 1672-80 ต่อ 221 , 0 2 577 9108   อีเมล  mtc@tistr.or.th  และ tanwarat@tistr.or.th  หรือสอบถามงานบริการทดสอบประสิทธิภาพและการประเมินความปลอดภัย   ได้ที่    ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  วว.  โทร. 0 2577 9110, 0 2577  9106   อีเมล  tox_service@tistr.or.th


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยืนหนึ่งผู้นำตลาดเคมีเกษตรไทย 'เอส พี เค จี' เดินหน้าสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน–เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย สู่เกษตรยั่งยืน

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว นายจารึก ศรีพุทธชาติ  นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ภายในงาน ไ...

NIA กระทรวง อว. จับมือ 18 ภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดการแข่งขันสุดยอดธุรกิจนวัตกรรม ภายใต้แพลตฟอร์มใหม่ “นิลมังกร” เดินหน้าปั้นเอสเอ็มอี/ สตาร์ทอัพหน้าใหม่จากภูมิภาค สู่ธุรกิจระดับประเทศ

  สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศูนย์แบรนด์เคยู ( BrandKU) คณะบริหารธุรกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จำนวน 14 มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งของเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในระดับประเทศ เปิดตัว “โครงการประกวดสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทยระดับภูมิภาค ( Thailand InnoBIZ Champion)” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมจากแพลตฟอร์มใหม่ “นิลมังกร” โดยการปั้นเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพหน้าใหม่ใส่ใจนวัตกรรมจากภูมิภาคสู่ธุรกิจระดับประเทศ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจของ อว. คือ การมุ่งเน้นขับเคลื่อนประเทศให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคน และการนำเอาองค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์ ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตก...

วช. จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) จัดงานแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และบุคลากรการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดย ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร วช. และคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมงานแถลงข่าว การลงนามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองหน่วยงานที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ดั้งเดิม ตลอดจนการได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการระดับนโยบายซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของประเทศในภาพรวม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตก...